สั่นสะเทือนเสรีภาพธนาคารกลาง! หลังทรัมป์ประกาศปลด ‘ลิซ่า คุก’ ผู้ว่าการเฟดมีผลทันที อ้างให้ข้อมูลเท็จในสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หลังไม่กี่วันก่อนหน้าเพิ่งขู่กดดันให้ลาออก
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอดถอน “ลิซ่า คุก”ออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยมีผลทันที อ้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญสหรัฐและกฎหมายธนาคารกลางปี 1913
โดยต้นเรื่องมาจากคำกล่าวหาของ บิล พัลท์ ผู้อำนวยการ หน่วยงานกำกับการเงินที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FHFA) ที่ส่งเรื่องร้องเรียนให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบ หลังพบว่า “ลิซ่า คุก” เคยเซ็นเอกสารระบุบ้านสองหลังเป็น “ที่อยู่อาศัยหลัก” ในเวลาเดียวกัน
ซึ่งเงินกู้ที่มีการระบุว่าใช้เพื่อที่อยู่อาศัยหลัก มักจะได้รับเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าการกู้เพื่อบ้านหลังที่สองหรือเพื่อการลงทุน
ทรัมป์อ้างถึงคำร้องเรียนดังกล่าวในจดหมายปลดคุก โดยระบุว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ท่านได้ให้ถ้อยแถลงอันเป็นเท็จ ต่อสัญญาจำนองบ้านอย่างน้อยหนึ่งฉบับ”
ทรัมป์ ยกตัวอย่างว่า คุณลงนามรับรองว่าจะอาศัยอยู่ในบ้านที่มิชิแกนเป็นหลักแต่เพียงสองสัปดาห์ต่อมา คุณกลับลงนามอีกฉบับสำหรับบ้านในจอร์เจียว่าเป็นที่อยู่อาศัยหลักเช่นกัน ซึ่งทรัมป์เห็นว่า เป็นไปไม่ได้ที่ “คุก” จะไม่ตระหนักถึงข้อผูกพันแรกในขณะที่ได้ลงนามครั้งที่สอง
การปลดลิซา คุก ของทรัมป์ครั้งนี้ ถูกมองว่าจะกลายเป็นศึกกฎหมายครั้งใหญ่ เพราะถ้าหากศาลอนุญาตให้เธอยังนั่งเก้าอี้ผู้ว่าการเฟดต่อไประหว่างการพิจารณาคดี เรื่องนี้อาจไปจบที่ศาลสูงสหรัฐ
ทั้งนี้ กฎหมายธนาคารกลางปี 1913 จำกัดอำนาจประธานาธิบดี ไม่ให้ปลดผู้ว่าการเฟดได้ตามอำเภอใจ เว้นแต่จะมี “เหตุอันควร” (for cause) ซึ่งตามการตีความในอดีตหมายถึงการทุจริตหรือบกพร่องต่อหน้าที่เท่านั้น
หากทรัมป์สามารถปลดคุกได้สำเร็จ เขาจะมีโอกาสเสนอชื่อคนใหม่เข้ามาแทน และปรับโฉมบอร์ดผู้ว่าการเฟดไปอีกในระยะยาว เนื่องจากผู้ว่าการเฟดแต่ละคนมีวาระยาวนานถึง 14 ปี
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ที่ผ่านมาทรัมป์ได้ตำหนิ “เจอโรม พาวเวล” ประธานเฟดอย่างต่อเนื่องที่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามความต้องการของเขา อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะเคยขู่ปลดหลายครั้ง แต่พาวเวลยังยืนหยัดไม่ทำตามแรงกดดัน
ที่มา : cnbc.com reuters.com