3 ผู้บริหารในวงการคริปโทมอง TouristDigiPay จะช่วยดึงลูกค้านักท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มเม็ดเงินเข้าประเทศ เปิดโอกาสธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และวางรากฐานให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางคริปโทในภูมิภาค
หลังจาก ก.ล.ต. เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เพื่อเพิ่มทางเลือกนักท่องเที่ยวต่างชาติแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นบาทใช้จ่ายทั่วไทยตลอด 18 เดือน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยจึงได้รวบรวมความคิดเห็นจากผู้บริหารในแวดวงสินทรัพย์ดิจิทัล ถึงโอกาสและผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการนี้
***Bitazza มอง TouristDigiPay ดึงลูกค้าใหม่–หนุนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยโตต่อ
นายธนวัต สุตันติวรคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bitazza Thailand เปิดเผยว่า โครงการ TouristDigiPay จะช่วยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองคริปโทฯ เข้ามาใช้บริการของเอ็กซ์เช้นจ์ในไทยมากขึ้น เนื่องจากต้องทำการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตก่อนนำไปใช้จ่ายผ่าน e-money
โดยนายธนวัตมองว่า โครงการ TouristDigiPay เป็นโอกาสสำคัญในการดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย และยังช่วยสร้างความสะดวกให้กับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงบริการในประเทศได้ง่ายขึ้นด้วย
สำหรับการแข่งขันในตลาดที่มีทั้งเอ็กซ์เช้นจ์, โบรกเกอร์ และดีลเลอร์ นายธนวัตชี้ว่า ปัจจัยหลักคือประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) ที่ต้องง่ายและสะดวกที่สุด อีกทั้งยังต้องแข่งขันกันด้านการตลาด และจำนวนโทเคนที่รองรับ หากมีโทเคนให้เลือกมากกว่าก็จะสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เลือกใช้บริการ
ทั้งนี้ นายธนวัต กล่าวว่า หากโครงการ TouristDigiPay ครบกำหนด 18 เดือนแล้ว จะช่วยให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าจะโตมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งที่เห็นแล้วคือ ประเทศไทยกำลังเปิดกว้างต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น และยังช่วยขยายตลาดในประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับ Global Exchange ได้อีกด้วย
***Binance TH มอง TouristDigiPay เป็นก้าวสำคัญยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางท่องเที่ยวคริปโท
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท Binance TH กล่าวว่า โครงการ TouristDigiPay ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเชื่อมโลกสินทรัพย์ดิจิทัลกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ
โดย ดร.กร ระบุว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Tech-savvy traveler จากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง และยุโรป ถือครองคริปโทฯ เป็นจำนวนมาก และกำลังมองหาประเทศที่รองรับการใช้งานจริง
การที่นักท่องเที่ยวสามารถแปลงคริปโทฯ เป็นเงินบาทแล้วจ่ายผ่าน QR Payment ซึ่งมีร้านค้าไทยกว่า 8 ล้านจุดรองรับอยู่แล้ว ถือเป็นการลดขั้นตอนยุ่งยาก ทั้งการแลกเงินสดหรือใช้บัตรเครดิตที่มีค่าธรรมเนียมสูง ทำให้ใช้จ่ายได้สะดวกเหมือนเป็น “คนไทยอีกคนหนึ่ง”
นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความได้เปรียบให้ไทยเหนือประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ยังไม่มีระบบรับจ่ายคริปโทฯ ระดับประเทศ โครงการ TouristDigiPay จึงไม่ใช่แค่ความสะดวก แต่ยังเป็น soft power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้ามาได้จริงอีกด้วย
ทั้งนี้ ดร.กร มองว่า หัวใจของ TouristDigiPay คือการเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับ e-Money และ QR Payment ที่มีอยู่กว่า 8 ล้านร้านค้าในไทย โดยเชื่อม API ตรงกับผู้ให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาต เช่น ธนาคารหรือ non-bank ทำให้ร้านค้าไม่ต้องลงทุนระบบใหม่เพิ่มเติม และนักท่องเที่ยวก็แค่สแกน QR เดียวกันกับที่คนไทยใช้ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที
ดร.กร มองว่า หาก TouristDigiPay ครบกำหนด 18 เดือน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 อย่าง ได้แก่
- คริปโทฯ จะก้าวจากการลงทุนไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่มีไว้แค่การเก็งกำไร
- โมเดลรายได้ของเอ็กซ์เช้นจ์จะหลากหลายขึ้น จาก trading fee เพียงอย่างเดียว สู่รายได้จาก payment, FX, merchant service และบริการเสริมอื่นๆ
- ไทยจะได้ภาพลักษณ์ใหม่ในระดับภูมิภาค ด้วยกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน ช่วยดึงดูด exchange ระดับโลกและ fintech เข้ามาทดลองและขยายตลาด
ดร.กร ย้ำว่า รายได้ของ exchange ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับผลกระทบ แต่จะเป็นการต่อยอดสู่ระบบนิเวศด้านการชำระเงินอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้เป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย
***สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยชี้ TouristDigiPay จุดเริ่มสร้างไทยสู่ศูนย์กลางคริปโท
นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า โครงการ TouristDigiPay มีศักยภาพกระตุ้นการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นจากราคาของ Bitcoin และคริปโทบางเหรียญที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ รวมถึงกลุ่มที่ถือ Stablecoin ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกฎหมาย Genius Act ของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม นายนเรศชี้ว่า พฤติกรรมของผู้ถือครองคริปโทที่จริงจัง มักไม่ค่อยนิยม Cash Out ออกมาเป็นเงินเฟียต แต่จะต้องการใช้คริปโทจ่ายโดยตรง ดังนั้นโครงการนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการทั้งหมด แต่ก็ยังสามารถสร้าง ดีมานด์ใหม่ได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ นายนเรศมองว่า โครงการ TouristDigiPay เป็นพัฒนาการที่ถูกทิศทางของไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังปรับระบบการชำระเงินบนบล็อกเชนตามสหรัฐ ซึ่งหากในอนาคตไทยเปิดกว้างให้ใช้คริปโทชำระเงินได้โดยตรง หรือเดินตามทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ โครงการ TouristDigiPay จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางคริปโทของภูมิภาคได้
อัพเดท 19 ส.ค. เวลา 14.24
***Bitkub มอง TouristDigiPay ดึงดูด Digital Nomads–หนุนคริปโทโตต่อในไทย
นายอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Exchange) เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า โครงการ TouristDigiPay ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่พัฒนาระบบรองรับการแลกคริปโทฯ เป็นเงินบาทเพื่อนำไปใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวัน
โดยนายอรรถกฤต ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกว่า 560 ล้านราย และเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงกลุ่ม Digital Nomads ที่เดินทางมาทำงานในไทย ให้ความสนใจเข้าร่วมใช้งานไม่น้อย ซึ่งหาก Sandbox ประสบความสำเร็จ ยังอาจขยายไปสู่การใช้งานในภาคธุรกิจ B2B รวมถึงบริการโอนเงินระหว่างประเทศและการใช้บล็อกเชนในรูปแบบอื่นๆ ได้มากขึ้นในอนาคตอีกด้วย
นายอรรถกฤต เสริมว่า กลยุทธ์หลักของ Bitkub คือการจับมือกับผู้ให้บริการ e-Money ที่มีเครือข่ายสาขาและจุดบริการมาก โดยเฉพาะในสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวในการเปิดบัญชีและใช้งาน ขณะเดียวกัน ในด้านต้นทุนการดำเนินการก็แทบไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก Bitkub มีระบบซื้อขายและ API ที่พร้อมเชื่อมต่ออยู่แล้ว
ทั้งนี้ ซีอีโอ Bitkub Exchange มองว่า หาก Sandbox นี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมากต่อภาพรวมอุตสาหกรรมคริปโทฯ ของไทย โดยไม่เพียงแต่ช่วยดึงเม็ดเงินจากต่างชาติ แต่ยังทำให้เกิดการขยายวงเงินในการใช้งานจากปัจจุบันที่จำกัด 550,000 บาทต่อเดือน ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะรองรับทั้งร้านค้ารายใหญ่และรายย่อย
สำหรับโมเดลรายได้ นายอรรถกฤตยืนยันว่า Bitkub ไม่มีแผนเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบริการ TouristDigiPay อีกทั้งยังได้รับอานิสงส์จากปริมาณผู้ใช้บริการและปริมาณการเทรดที่เพิ่มขึ้นโดยตรง ซึ่งถือเป็นการเติบโตเชิงปริมาณมากกว่าการเพิ่มค่าใช้บริการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ล.ต.ผนึก 3 หน่วยงาน เปิดตัว “TouristDigiPay” เพิ่มทางเลือกต่างชาติแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นบาทใช้จ่ายทั่วไทยเริ่ม Q4/68