SEC–CFTC เสนอเปิดตลาดการเงินสหรัฐฯ เทรด 24 ชั่วโมง หวังตามทันคริปโทฯ ประกาศจัดเวทีร่วมถก 29 กันยายนนี้
สองหน่วยงานการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เสนอแนวคิด “24/7 Markets” ให้ตลาดหลักทรัพย์เปิดซื้อขายได้ตลอดเวลา เหตุผลเพื่อตามจังหวะตลาดคริปโทฯ และตลาดโลกที่เคลื่อนไหวไม่มีวันหยุด พร้อมทั้งเสนอผ่อนคลายกฎเกณฑ์สำหรับ Prediction Market, สัญญา Perpetual และโปรโตคอล DeFi ที่เกี่ยวข้อง
Paul Atkins ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) และ Caroline Pham ประธานรักษาการ CFTC ออกแถลงการณ์ร่วม โดยระบุว่านี่คือ “การเริ่มต้นใหม่” ของสองหน่วยงาน เนื่องจากเส้นแบ่งระหว่างตลาดสินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์และไม่เป็นหลักทรัพย์เริ่มเลือนหายไป จึงถึงเวลาต้องปรับกฎการซื้อขายให้ทันสมัย
ข้อเสนอนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 154 ปีที่มีการพิจารณาเปลี่ยนเวลาซื้อขาย ซึ่งตั้งแต่ปี 1985 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการเพียงวันธรรมดาช่วงเวลาจำกัด ขณะที่ Atkins และ Pham มองว่าการเปิดตลาดต่อเนื่องจะช่วยเชื่อมโยงตลาดสหรัฐฯ เข้ากับเศรษฐกิจโลกที่หมุนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น คริปโทฯ ทองคำ และฟอเร็กซ์
นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอเพื่อให้นักพัฒนาเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น เช่น อนุญาตให้ Event Contract ใน Prediction Market จดทะเบียนได้คล่องตัวขึ้น, ผ่อนคลายข้อจำกัด Perpetual Derivatives ให้ซื้อขายได้เสรีในตลาดสหรัฐฯ และสร้าง “Innovation Exemptions” สำหรับโปรโตคอล DeFi ที่ให้บริการซื้อขาย Spot Crypto และ Perpetual
ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้งหมดสอดคล้องกับรายงานที่รัฐบาลทรัมป์เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่สั่งการให้หน่วยงานกำกับผ่อนคลายข้อจำกัดเพื่อเอื้อการซื้อขายคริปโทฯ ในสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้คัดค้านนำโดย Amanda Fischer อดีตหัวหน้าคณะทำงานของ Gary Gensler เตือนว่าการปฏิรูปเหล่านี้ “อันตรายมาก” และอาจเปิดทางให้บริษัทคริปโทฯ ได้เปรียบสถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ทุกมิติ พร้อมวิจารณ์โมเดล “Super App” ที่รวมการซื้อขายหลักทรัพย์ คริปโทฯ ฟิวเจอร์ส และ Prediction Market ไว้ในที่เดียวว่า “จะจบไม่สวย”
แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผู้นำฝั่งคริปโทฯ มองว่าข้อเสนอนี้คือชัยชนะครั้งใหญ่ ที่จะผลักดันให้สหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ยุคการเงินใหม่ และลดช่องว่างระหว่างคริปโทฯ กับ TradFi โดยจะมีการถกอีกครั้งในวันที่ 29 กันยายนนี้
โดยตอนหนึ่งของแถลงการณ์ร่วม SEC และ CFTC ระบุว่า สหรัฐฯ เคยเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมทางการเงินมาโดยตลอด แต่ในช่วงหลัง ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ถูกผลักออกไปต่างประเทศเพราะการกำกับดูแลที่แตกแยกและความไม่แน่นอนทางกฎหมาย SEC และ CFTC จึงควรกระตุ้นให้เทรนด์นี้กลับทิศ
ที่มา : decrypt.co