Ray Dalio มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เตือนว่า หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังคุกคามสถานะของดอลลาร์ในฐานะ “เงินสำรองโลก” มากกว่าการเปิดเสรีทางการเงิน และสิ่งนี้กำลังหนุนให้คริปโทได้รับความนิยมมากขึ้น
ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Financial Times มหาเศรษฐีอย่าง Ray Dalio กล่าวว่า พฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐฯ กำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อเงินเฟียต ในฐานะแหล่งเก็บมูลค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนหันไปถือ ทองคำและคริปโทมากขึ้น
“ดอลลาร์และเงินสกุลสำรองอื่น ๆ กำลังเจอปัญหาหนี้ที่เพิ่มขึ้นสูง จนคนเริ่มไม่มั่นใจว่าจะใช้เป็นเงินสำรอง หรือแหล่งเก็บความมั่งคั่งได้หรือไม่ ซึ่งทำให้หลายคนหันไปลงทุนในทองคำ และคริปโทมากขึ้น” Dalio กล่าว
โดย Dalio ยังย้ำถึงมุมมองเดิมที่เคยพูดไว้เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2024 ว่า บิตคอยน์ถือเป็น “hard money” ที่มีคุณสมบัติต้านทานความเสื่อมค่าจากภาวะหนี้ล้นโลก และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในช่วงที่ความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบดั้งเดิมกำลังเพิ่มขึ้น
แม้ Dalio ไม่ได้ระบุว่า คริปโทจะมาแทนที่ดอลลาร์โดยตรง แต่เขาก็มองว่า คริปโทได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่จับต้องได้แล้วในตอนนี้
“คริปโทเป็นสกุลเงินทางเลือกที่มีจำนวนจำกัด” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า มันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน หากปริมาณเงินดอลลาร์ยังคงเพิ่มขึ้น หรือความต้องการดอลลาร์ทั่วโลกเริ่มลดลง นักลงทุนที่มองหาความมั่นคงในระยะยาว อาจหันไปถือ “hard money” เช่น ทองคำและบิตคอยน์แทน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคริปโทจะมีจำนวนจำกัด แต่ Bitcoin ที่มีอุปทานคงที่ 21 ล้านเหรียญ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด โดยในเดือนกรกฎาคม Dalio แนะนำว่า ควรจัดสรร 15% ของพอร์ตลงในทองคำหรือบิตคอยน์ เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยเขาก็ถือ Bitcoin อยู่บางส่วนด้วย
ทั้งนี้ Dalio ยังกล่าวถึง Stablecoin ว่า การที่เหรียญเหล่านี้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน “ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล หากมีการกำกับดูแลที่ดี” แต่สิ่งที่เขามองว่าน่ากังวลจริง ๆ คือ ตัวพันธบัตรเอง ที่อาจสูญเสียมูลค่าที่แท้จริง หากรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีหนี้สูงและเงินเฟ้อไม่ลดลง
Dalio เตือนว่า ตอนนี้ทั้งสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก กำลังอยู่ใน ช่วงท้ายของวัฏจักรหนี้รอบใหญ่ ซึ่งทางเลือกของผู้มีอำนาจคือ ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงต่อไป ซึ่งจะเสี่ยงเกิดวิกฤตผิดนัดชำระหนี้ หรือไม่ก็ พิมพ์เงินเพิ่มเพื่อชำระหนี้ ซึ่งแม้จะดูเป็นทางออก แต่ก็จะทำให้ค่าเงินอ่อนลง และอาจกระทบความเชื่อมั่นในระบบการเงินได้เหมือนกัน ถ้าไม่มีการปรับนโยบายครั้งใหญ่ในเร็ว ๆ นี้
โดย Dalio เปรียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วง ปลายยุค 1920–1930 ที่โลกเผชิญหลายแรงกดดันพร้อมกัน ทั้ง ประชานิยม, ความตึงเครียดระหว่างประเทศ และคลื่นเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเขาเตือนว่า แรงกดดันจากทั้ง “หนี้, การเมือง, สภาพอากาศ และ AI” อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบที่เราไม่คาดคิดมาก่อนในอีก 5 ปีข้างหน้า
แปลและเรียบเรียง : สหรัฐ ฉัตราพงษ์
ที่มา : theblock
🔗เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยนไอเดียกับเราที่นี่ : https://url.in.th/efinancethai-CONNECT