JPMorgan ระบุแรงกดดันราคาบิตคอยน์รอบนี้แม้นักขุดเร่งขายแต่ไม่ใช่ตัวแปรหลัก ชี้ตลาดจับตาความสามารถของ “Strategy” ในการหลีกเลี่ยงการขายบิตคอยน์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาช่วงสั้น
JPMorgan เผยในรายงานล่าสุดว่า ความแข็งแรงทางการเงินของ Strategy (MSTR) ตอนนี้มีผลต่อแนวโน้มราคาบิตคอยน์ในระยะใกล้มากกว่าแรงขายจากฝั่งนักขุด โดยบิตคอยน์ยังถูกกดดันจาก 2 ปัจจัยหลักคือ อัตราแฮช–ความยากในการขุดที่ลดลง และความเคลื่อนไหวของ Strategy
รายงานชี้ว่าการปรับลดลงของอัตราแฮช (hashrate) และความยากในการขุด (difficulty) มาจากการที่จีนกลับมาบังคับใช้มาตรการแบนเหมืองอย่างจริงจัง หลังพบการขุดใต้ดินเพิ่มขึ้น รวมถึงนักขุดที่ต้นทุนสูงนอกจีนต้องถอย เพราะราคา BTC ลดลงพร้อมค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจนกำไรถูกบีบ แม้ปกติการลดลงของ hashrate มักช่วยเพิ่มรายได้เหมือง แต่ครั้งนี้ราคาบิตคอยน์กลับยัง “ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต” ทำให้เกิดแรงขายเพิ่ม
JPMorgan ประเมินต้นทุนการผลิต BTC ใหม่อยู่ที่ 90,000 ดอลลาร์ ลดลงจาก 94,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนก่อน โดยระบุว่าแค่ค่าไฟเพิ่ม 0.01 ดอลลาร์ต่อ kWh จะดันต้นทุนสูงขึ้นอีกกว่า 18,000 ดอลลาร์ต่อ BTC สำหรับผู้ผลิตต้นทุนสูง ส่งผลให้นักขุดบางรายต้องขายเหรียญช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ย้ำว่านักขุด “ไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลัก” ของราคาช่วงถัดไป ตัวชี้วัดสำคัญคือความสามารถของ Strategy ในการหลีกเลี่ยงการขายบิตคอยน์ โดยชี้ว่าอัตรา EV-to-Bitcoin Holdings ของบริษัทอยู่ที่ 1.13 แม้จะร่วงแรงในครึ่งปีหลัง แต่ยังสูงกว่า 1 ถือเป็นสัญญาณว่าบริษัทไม่น่าถูกบีบให้ขาย BTC เพื่อจ่ายดอกเบี้ยหรือปันผล
อีกปัจจัยบวกคือ Strategy เพิ่งตั้ง “กันชนเงินสด” มูลค่า 1.44 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครอบคลุมภาระดอกเบี้ยและเงินปันผลได้ถึง 2 ปี ลดความเสี่ยงการขาย BTC ในอนาคตอันใกล้
ด้านความเสี่ยง MSCI ที่อาจถอด Strategy ออกจากดัชนี JPMorgan ผลกระทบด้านลบ “ถูกสะท้อนไปแล้ว” เพราะราคาหุ้นร่วงกว่า 40% ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค. แต่หากในที่สุดแล้ว MSCI คงสถานะไว้ จะเป็นแรงเด้งสำคัญทั้งต่อหุ้นและต่อ BTC
ในทางกลับกัน หากราคา BTC หลุดต่ำกว่าต้นทุนผลิต 90,000 ดอลลาร์ และทรงตัวแบบยาว ๆ เหมือนปี 2018 นักขุดจำนวนมากจะเริ่มถูกกดดันหนักขึ้นจนต้นทุนการผลิตอาจปรับลงอีก
JPMorgan ยังย้ำมุมมองเชิงบวกระยะยาว โดยแบบจำลองเทียบความผันผวนกับทองคำยังชี้ราคาเป้าทางทฤษฎีใกล้ 170,000 ดอลลาร์ใน 6–12 เดือนข้างหน้า หากตลาดกลับมานิ่ง
ที่มา: theblock
แปลและเรียบเรียง : ชัชชญา อังคุลี