โลกที่เปลี่ยนผ่านจากยุค Analog มาสู่ Digital ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป จากการจดบันทึกในสมุดก็เริ่มมาจดในแท็บเล็ต จากโทรศัพท์บ้านที่มีแค่เสียง สู่สมาร์ตโฟนที่เหมือนกับเอาคอมพิวเตอร์มาไว้ในอุปกรณ์ที่เล็กเท่าฝ่ามือ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเครื่องมือ แต่สะท้อนให้เห็นว่า “คน” ก็เปลี่ยนไปด้วย จาก Baby Boomers ที่เชื่อมั่นในความมั่นคง และความจงรักภักดี มาสู่ Gen X-Gen Y ที่เริ่มเปิดรับความเปลี่ยนแปลง หาความสมดุลในชีวิตและการงาน หรือที่เรียกว่า Work-Life Balance
และล่าสุดก็ Gen Z ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน รุ่นที่เติบโตมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต และมอง AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือ “เพื่อนร่วมงาน” ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มอาชีพเสียอีก
นี่คือโลกที่ ทาโร่ ธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ต้องเผชิญและเติบโตมา เขาเคยทำงานที่บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีอย่าง Accenture ในยุคที่ ERP และ CRM กำลังเฟื่องฟู ก่อนจะก้าวสู่บทบาทซีอีโอของ J Ventures ที่ต้องรับมือกับการมาถึงของ Blockchain และ AI อย่างเต็มตัว
***จากที่ปรึกษาสู่ผู้นำองค์กร
เส้นทางชีวิตการทำงานของ ทาโร่ ธนวัฒนารักษ์ เริ่มต้นในโลก IT ยุคแรก ๆ ที่ระบบ ERP และ CRM กำลังเฟื่องฟู เขาได้เข้าทำงานใน Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งทำให้เขาได้ซึมซับในการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการที่หลากหลาย
ช่วงเวลาที่เขาอยู่ในแวดวง ERP และ CRM สอนให้เขารู้ว่า การเปลี่ยนแปลงองค์กรไม่ใช่แค่การ “ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ” แต่คือการ “ทำให้คนยอมรับและใช้ระบบนั้นจริง ๆ” เพราะต่อให้เทคโนโลยีจะดีมากขนาดไหน แต่หากคนไม่เชื่อ ไม่ใช้ และไม่เห็นคุณค่า ระบบนั้นก็ไร้ความหมาย
ประสบการณ์ตรงนี้เองที่ทำให้ “ทาโร่” เข้าใจว่า หัวใจของการเปลี่ยนแปลงองค์กรอยู่ที่ “คน” ไม่ใช่ที่ซอฟต์แวร์ หรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว
หลังจากนั้น โลกธุรกิจได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่ ERP และ CRM เป็นพระเอก มาสู่ยุคที่ใคร ๆ ต่างก็ชูจุดเด่นว่าตัวเองใช้ Blockchain และ AI ซึ่งทาโร่เองก็เลือกที่จะเปลี่ยนตาม แต่ครั้งนี้ไม่ใช่การทำงานในบทบาท “ที่ปรึกษา” แต่อยู่ในฐานะ “ผู้สร้าง” ซีอีโอของ J Ventures
***จุดเปลี่ยน: การสร้าง J Ventures & JFin
“ทาโร่” เล่าว่า จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้รู้จักกับ คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ซีอีโอของ JMART ซึ่งทำให้มีโอกาสได้พูดคุย และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กัน ซึ่งทั้งสองมองว่า โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ และเทคโนโลยีดิจิทัลจะเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
ในปี 2017 นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของ Ethereum และกำลังเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วโลก ทำให้ทาโร่อยากจะรู้ว่า “บล็อกเชนเนี่ยมันทำอะไรได้บ้าง?” ซึ่งคำถามนั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่การหาคำตอบเชิงทฤษฎี แต่ผลักดันให้เขาเลือกลงมือทำจริง และผลลัพธ์ก็คือการสร้าง JFin Coin ขึ้นมาในปี 2018
JFin Coin ถือเป็น โทเคนตัวแรกของประเทศไทย ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และสามารถระดมทุนผ่านการทำ ICO ได้กว่า 600 ล้านบาท และการเปิดตัวครั้งนั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากในวงการคริปโทไทย และทำให้ผู้คนเริ่มหันมามองว่า ประเทศไทยก็สามารถก้าวเข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้
จากนั้นจึงก่อตั้งบริษัท J Ventures ขึ้นมา โดยในช่วงแรกตั้งใจว่าจะเป็น Venture Capital เพื่อลงทุนในสตาร์ตอัปใหม่ๆ แต่สุดท้ายแล้วก็กลายมาเป็น บริษัทที่เปรียบเสมือน “ห้องทดลองนวัตกรรม” เพื่อให้ JMART และธุรกิจภายนอก ไม่ถูก disrupt และสามารถปรับตัวเข้าสู่กับ “โลกดิจิทัล” ได้
***Mindset และการอยู่รอดในตลาด
การสร้าง JFin และ J Ventures อาจเป็นก้าวสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางที่ราบรื่น วันแรกที่ JFin เปิดตัว ท่ามกลางความสนใจมหาศาลจากสังคม มันก็มาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังไม่แพ้กัน หลายคนตั้งคำถามว่า “รอดหรอ?” หรือ “จะโตได้แค่ไหน”
ทาโร่ยอมรับว่า เขาได้ยินคำพูดเหล่านี้อยู่เสมอ โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “JFin ไม่โตหรอก” หรือ “มันก็ไปได้แค่นี้” คำพูดเหล่านี้อาจทำให้ใครหลายคนหมดกำลังใจ แต่สำหรับเขากลับเลือกที่จะไม่หนี ไม่โต้ตอบ แต่ใช้มันเป็น บทพิสูจน์ความเชื่อของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้ก็คือ Mindset ที่ยึดถือมาตลอดชีวิตการทำงาน “ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล”
เขากล่าวว่า หน้าที่ของทีมคือการ “ทำเหตุ” ให้ดีที่สุด ลงมือสร้างระบบให้แข็งแรง พัฒนาทีมงานให้มีศักยภาพ และเดินหน้าโครงการอย่างต่อเนื่อง
ส่วน “ผลลัพธ์” ไม่ว่าจะเป็นราคาของเหรียญ การยอมรับของนักลงทุน หรือกระแสในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ทั้งหมด
ตัวอย่างที่ชัดคือ หลังจาก ICO ปี 2018 ที่ JFin สามารถระดมทุนได้สำเร็จ แต่ไม่นานตลาดคริปโททั่วโลกก็เข้าสู่ช่วงตลาดหมี ราคาคริปโทหลายตัวร่วงลงอย่างหนัก นักลงทุนจำนวนมากเริ่มหมดศรัทธา โครงการจำนวนไม่น้อยหายไปจากตลาด แต่ทาโร่และทีมเลือกที่จะไม่หยุดพัฒนา แม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน
“เราโฟกัสที่การสร้าง ไม่ใช่ราคาที่ขึ้นลงทุกวัน” เขากล่าว และนี่คือสิ่งที่ทำให้ JFin ยังคงอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
การยึดหลัก “ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล” ไม่ได้ทำให้เขาเพิกเฉยต่อความท้าทาย แต่ทำให้เขาไม่หวั่นไหวกับกระแส ไม่หมดไฟกับเสียงวิจารณ์ และไม่หลงไปกับความสำเร็จระยะสั้น มันคือ Mindset ที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ในตลาดที่ผันผวนที่สุดตลาดหนึ่งในโลกได้เกินกว่าที่ใครหลายคนคิด
***อนาคตของ JFin
ในวันที่ JFin ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ท่ามกลางความผันผวนของตลาดคริปโททั่วโลกที่แม้จะมีการยอมเพิ่มมากขึ้น “ทาโร่” ได้ตั้งคำถามว่า
“ถ้าวันหนึ่งผมไม่อยู่แล้ว JFin จะยังอยู่รอดได้ด้วยตัวมันเองหรือเปล่า?”
นี่คือคำถามที่สะท้อนถึงแก้นความคิดที่ว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ JFin เป็นเพียง “โครงการ” ที่ขึ้นอยู่กับชื่อของเขา หากต้องการให้มันกลายเป็น ระบบที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง
ในมุมมองของทาโร่ อนาคตของ JFin ไม่ควรหยุดเพียงแค่การเป็น Utility Token ของ JMART แต่ต้องก้าวสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล” ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทย เขามองว่าโลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคของ Tokenization ที่สินทรัพย์ทุกรูปแบบจะถูกย้ายขึ้นมาบนบล็อกเชน และ JFin ต้องเป็น “สะพาน” ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริง
เขาอยากเห็นธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่กำลังมองหาการประยุกต์ใช้บล็อกเชน เลือกที่จะมาใช้ JFin Chain เป็นโครงสร้างหลัก “เพราะมันคือของไทย สร้างโดยคนไทย และเข้าใจตลาดไทย” การเลือก JFin Chain จึงไม่ใช่เพียงการเลือกเทคโนโลยี แต่คือการสนับสนุนให้ประเทศมี ecosystem ของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาบล็อกเชนจากต่างชาติ
ในอนาคต JFin จะไม่ใช่เพียง “เหรียญในกระเป๋าเงินดิจิทัล” แต่จะกลายเป็น กลไกที่เชื่อมคน ธุรกิจ และสินทรัพย์เข้าหากัน ทำให้การเข้าถึงการลงทุนเป็นเรื่องง่าย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้คนทั่วไปก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
สำหรับทาโร่ ความสำเร็จของ JFin จึงไม่ใช่การทำให้ราคาเหรียญขึ้นสูงที่สุด แต่คือการทำให้มัน ถูกใช้จริง สร้างคุณค่าจริง และอยู่ได้จริง แม้ในวันที่เขาไม่อยู่ตรงนี้แล้ว…
***Open Discussion: บริหารด้วยการ “ฟัง”
เมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีเปลี่ยนไว สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปสำหรับ “ทาโร่” ก็คือความเชื่อที่ว่า หัวใจขององค์กรคือ “คน” ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ERP ในอดีต หรือนำบล็อกเชนและ AI มาใช้ในวันนี้ หากคนในองค์กรไม่ยอมรับ ไม่เห็นคุณค่า การเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
“ความขัดแย้ง” เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในการทำงานร่วมกัน แต่แทนที่จะปิดกั้นหรือหลีกเลี่ยง ทาโร่กลับเลือกที่จะ “เปิด” ด้วยการสร้างวัฒนธรรมที่เขาเรียกว่า Open Discussion พื้นที่ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเป็นการวิจารณ์ตัวเขาเองก็ตาม
เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยถูกทีมทักว่า “คุณ Over-promise นะ” แต่แทนที่เขาจะปฏิเสธหรือแก้ตัว เขากลับเลือกที่จะขอบคุณ และนำคำพูดนั้นกลับมาทบทวนกับตัวเอง เพราะในมุมมองของเขา Feedback แบบนี้คือ “ของขวัญ” ที่ทำให้เห็น blind spot ของตัวเองชัดเจนขึ้น
“การ Feedback ต้องมาพร้อมเจตนาดี” เขาย้ำเสมอ และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วไม่จมปลักกับมัน” เพราะสำหรับเขา ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่ยอมรับได้เมื่อผิด เรียนรู้ และลุกขึ้นเดินหน้าต่อโดยไม่เสียเวลาอยู่กับความผิดพลาดนั้นนานเกินไป
และเมื่อผู้นำเปิดใจรับฟัง ยอมรับได้แม้ในวันที่พลาด ทีมก็จะกล้าเปิดปากมากขึ้น กล้าแลกเปลี่ยนมากขึ้น และสุดท้ายก็จะกลายเป็น Feedback Culture ที่ทำให้องค์กรไม่เพียงเดินหน้าได้เร็ว แต่ยังเดินหน้าได้อย่างมั่นคงด้วย
***เจนเปลี่ยน: Life Cycle ของงานที่สั้นลง
เมื่อไม่นานมานี้ มีประเด็นร้อนในโลกโซเชียลเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับ Gen Z ที่ถูกถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง หลายคนมองว่าคนรุ่นใหม่ “ใจร้อน เปลี่ยนงานบ่อย ไม่อดทน”
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายเสียงก็มองว่า พวกเขาเพียงแค่ “ไม่อยากเสียเวลาชีวิตกับงานที่ไร้คุณค่า” และพร้อมจะเดินออก เมื่อรู้สึกว่าองค์กรไม่ตอบโจทย์ความหมายที่ต้องการ
ในมุมของ ทาโร่ เขามองเห็นเรื่องนี้จากประสบการณ์ตรง และไม่เห็นว่าเป็นปัญหา หากแต่มองว่าเป็น สัญญาณของการเปลี่ยนแปลง “ที่ผู้นำยุคใหม่ต้องเข้าใจ”
เขาเล่าว่า วันนี้ Life Cycle ของงานมันสั้นลงจริง ๆ ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ทำให้งานจำนวนมากถูกแทนที่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z การเปลี่ยนงานไม่ใช่เรื่องของความไม่อดทน แต่เป็นการแสวงหาความหมาย และคุณค่าที่แท้จริงในสิ่งที่ทำ
พวกเขาอยากอยู่ในที่ที่รู้สึกว่า “การทำงานของฉันมีความหมาย และสร้างผลลัพธ์บางอย่างจริง ๆ”
ทาโร่จึงมองว่า หน้าที่ของผู้นำในยุคนี้ไม่ใช่การหาวิธี “รั้งคนให้อยู่” แต่คือต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พวกเขา “อยากอยู่เอง” และกุญแจสำคัญคือ การช่วยให้คนรุ่นใหม่ ค้นหาตัวตนของตัวเองให้เจอ เข้าใจว่าเขาเก่งและถนัดอะไร
เมื่อองค์กรสามารถออกแบบบทบาทที่สอดคล้องกับจุดแข็งเหล่านั้นได้ พวกเขาจะรู้สึกว่า งานไม่ใช่ภาระ แต่คือพื้นที่แสดงศักยภาพ
และเมื่อเขารู้สึกว่า องค์กรไม่ได้บังคับให้เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ แต่กลับช่วยให้เขา ภูมิใจกับสิ่งที่ทำ และเห็นคุณค่าในตัวเอง คนรุ่นใหม่ก็จะผูกพันกับงานมากขึ้น และเลือกอยู่ต่อโดยไม่ต้องมีใครบังคับ
***รับมือกับโลกที่เปลี่ยนไว
โลกดิจิทัลไม่เคยหยุดนิ่ง สิ่งที่เป็นสูตรสำเร็จเมื่อวาน วันนี้อาจล้าสมัยไปแล้ว และพรุ่งนี้ก็อาจถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ๆ ที่เราไม่ทันตั้งตัว
ทาโร่มองว่าผู้นำยุคนี้ไม่ควรทำตัวเหมือน “ผู้รู้ทุกอย่าง” แต่ต้องเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดเวลา” เพราะไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเทคโนโลยีหรือเทรนด์ใหม่จะมาเมื่อไหร่ และจะส่งผลกระทบอย่างไร
เขาเชื่อว่า วิธีการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไว คือ เรียนรู้เร็ว ทดลองเร็ว และยอมรับความผิดพลาดได้เร็ว
ทาโร่เปรียบการทำงานเหมือนการสร้างสนามทดลอง เขาไม่เชื่อในการทำงานที่ต้องถูกทุกครั้งตั้งแต่แรก แต่เชื่อว่าองค์กรควรเปิดพื้นที่ให้ทีมได้ลองผิดลองถูก โดยไม่ต้องกลัวความล้มเหลว
เพราะสำหรับเขา ความผิดพลาดไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือบทเรียนที่ช่วยให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น
เขามักย้ำเสมอว่า “การยอมรับความพ่ายแพ้ แล้วไม่จมปลักกับมัน เป็นสิ่งสำคัญ” เพราะสิ่งที่ทำให้คนล้มเหลวจริง ๆ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือการหยุดเดินเพราะมัวแต่เสียใจกับความผิดพลาดนั้น
ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเร็วที่สุด องค์กรที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่องค์กรที่ใหญ่ที่สุด หรือมีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือองค์กรที่ คล่องตัวที่สุด ปรับเปลี่ยนได้ไวที่สุด และเข้าใจคนของตัวเองลึกที่สุด
***ก้าวแรกของ AI: ลองใช้ เรียนรู้ และปรับให้เหมาะกับธุรกิจ
ถ้าโลกดิจิทัลเปรียบเหมือนการนั่งอยู่บนเครื่องบินโดยสาร ที่บินด้วยความเร็วคงที่และพอจะคาดเดาเส้นทางได้ การมาของ AI ก็เหมือนการเปลี่ยนไปอยู่บนเครื่องบินรบ ที่เร็วกว่า คล่องตัวกว่า แต่ก็เต็มไปด้วยแรงกดดัน และความท้าทายที่ผู้ขับต้องเรียนรู้วิธีควบคุมให้ทันอยู่ตลอดเวลา
สำหรับทาโร่ เขามองว่า AI ไม่ใช่ “ภัยคุกคาม” อย่างที่หลายคนกลัว แต่คือ ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ที่จะบังคับให้ธุรกิจทุกขนาดต้องคิดใหม่และทำใหม่เร็วขึ้นกว่าเดิม
AI กำลังเข้ามาแทนที่งานจำนวนมากที่เคยต้องใช้คน เช่น งานเอกสาร การประมวลผล หรือการวิเคราะห์ข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันมันก็เปิดโอกาสใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับธุรกิจที่พร้อมจะใช้
ในฐานะที่เคยเป็นที่ปรึกษาองค์กร ทาโร่จึงแนะนำว่า ผู้ประกอบการไม่ควรตั้งคำถามว่า “AI จะมาแย่งงานไหม?” แต่ควรถามว่า “เราจะใช้ AI ทำให้ทีมเราไปได้ไกลกว่าเดิมได้อย่างไร?”
เขาแนะนำให้เริ่มจาก การใช้ AI กับงานเล็ก ๆ ที่ซ้ำซ้อน เช่น การทำรายงาน หรือการใช้ Chatbot มาช่วยดูแลลูกค้า เพื่อให้พนักงานไปโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่า เช่น การคิดกลยุทธ์ การสร้างสรรค์ หรือการเข้าใจลูกค้าในเชิงลึก
“อย่ากลัวที่จะเริ่มเล็ก ๆ แต่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว และผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า AI ไม่ควรถูกมองว่าเป็นคู่แข่ง แต่คือ “เพื่อนร่วมทีม” ที่ทำให้เรามีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
ทาโร่ยังกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญคือการ “ลองใช้” ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือใด ๆ ก็ตาม อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะคุณจะไม่มีวันตามทันโลกที่หมุนเร็วได้
เขาเชื่อว่าธุรกิจควร “ลองใช้ก่อน แล้วค่อยปรับ” ให้เข้ากับบริบทของตนเอง เพราะ AI ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่การทดลองซ้ำ ๆ จะทำให้องค์กรเจอทางที่เหมาะสมที่สุดของตัวเอง
สำหรับเขา องค์กรที่อยู่รอดในยุค AI ไม่ใช่องค์กรที่ใช้ AI ได้ล้ำที่สุด แต่คือองค์กรที่ กล้าที่จะลอง ผสมผสาน และปรับใช้ ให้เข้ากับธุรกิจของตนเองได้อย่างลงตัวที่สุด
***บทสรุป: เมื่อโลกเปลี่ยน คนก็ต้องเปลี่ยน
จากวันที่เป็นเพียง “ที่ปรึกษา” ที่คอยช่วยองค์กรอื่นติดตั้งระบบ ERP และ CRM มาสู่วันที่เขาก้าวลงมือสร้าง JFin Coin โทเคนตัวแรกของประเทศไทย จนกระทั่งก่อตั้ง J Ventures และนั่งในตำแหน่งซีอีโอ เส้นทางของ ทาโร่ ธนวัฒนารักษ์ คือบทเรียนที่สะท้อนว่า โลกอาจเปลี่ยนเพราะเทคโนโลยี แต่การอยู่รอดได้จริงเกิดจาก “คน”
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกก้าวของเขา ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความหวังว่าจะสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อว่า หัวใจของการเปลี่ยนแปลงคือการทำให้คนเชื่อและยอมรับมัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า นักลงทุน หรือทีมงานภายในองค์กร หากไม่มี “คน” การเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีวันสำเร็จ
บทเรียนเรื่องการบริหารคนของทาโร่จึงมีหลายมิติ การเปิดใจรับ Feedback ด้วยวัฒนธรรม Open Discussion ที่กล้าฟังแม้แต่คำวิจารณ์ที่เจ็บที่สุด, การเข้าใจคนรุ่นใหม่ที่มองหาความหมายในงานมากกว่าความมั่นคง, การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนภูมิใจกับสิ่งที่ทำ, ไปจนถึงการรับมือกับโลกที่หมุนเร็วด้วยการเรียนรู้และทดลองอยู่เสมอ
และเมื่อ AI เข้ามา เขาก็ไม่ได้มองมันเป็นศัตรู แต่คือเพื่อนร่วมทีม ที่จะทำให้มนุษย์มีเวลามากขึ้นในการทำสิ่งที่สร้างคุณค่าจริง ๆ เขาจึงฝากกับผู้ประกอบการว่า อย่ากลัวที่จะลอง ไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ แต่ต้องเริ่มใช้ เรียนรู้ และปรับให้เข้ากับธุรกิจของตัวเอง
ตลอดเส้นทางนี้ เขายึดถือเพียงหลักการเดียวที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือ “ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล” เพราะเราไม่อาจควบคุมทุกอย่างได้ แต่เราควบคุมได้ว่าจะลงแรงแค่ไหนกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน หรือคนที่คิดจะเริ่มธุรกิจ บทเรียนจากทาโร่คือ รู้จักตัวเอง กล้าที่จะลอง เปิดใจเรียนรู้ และไม่หยุดพัฒนา เพราะในโลกที่เปลี่ยนตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด…คือต้องเริ่มจาก “ตัวเราเอง”
🔗เชื่อมต่อ พูดคุย แลกเปลี่ยนไอเดียกับเราที่นี่ : https://url.in.th/efinancethai-CONNECT