Bitcoin และ Ethereum เคลื่อนไหวทรงตัว หลังเฟดคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด 3.50–3.75% แต่คณะกรรมการเสียงแตก 2 ราย
เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบ 3.50–3.75% ตามที่ตลาดคาด หลังจากช่วงปลายปีที่แล้วได้ปรับลดดอกเบี้ยลงติดต่อกัน 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% การประชุมรอบนี้มีกรรมการนโยบายการเงิน 2 รายเสียงแตก ได้แก่ Stephen Miran และ Christopher Waller โดยทั้งคู่เสนอให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25%
เฟดย้ำแนวทางดำเนินนโยบายแบบ “อิงข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก” เพื่อถ่วงดุลระหว่างตลาดแรงงานกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ท่ามกลางแรงกดดันจากทำเนียบขาวที่ต้องการให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วขึ้น
ในแถลงการณ์ เฟดระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง การจ้างงานยังเพิ่มขึ้นในระดับต่ำ อัตราว่างงานเริ่มมีสัญญาณทรงตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่ากรอบเป้าหมาย
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม การลงมติของกรรมการนโยบายการเงินอยู่ที่ 9 ต่อ 3 ซึ่งเป็นจำนวนเสียงคัดค้านมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 สะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังยืดเยื้อ
ด้านตลาดคริปโทฯ Bitcoin และ Ethereum ซื้อขายอยู่บริเวณ 89,500 ดอลลาร์ และ 3,000 ดอลลาร์ ตามลำดับ อ้างอิงข้อมูลจาก CoinGecko โดยทั้งสองสินทรัพย์ปรับขึ้นราว 2% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้ถูกกดดันจากประเด็นการเมือง กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รื้อฟื้นแนวคิดเกี่ยวกับกรีนแลนด์อีกครั้ง
การประชุมครั้งแรกของเฟดในปี 2026 ยังสะท้อนท่าที “รอดูสถานการณ์” ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป โดยตลาดจับตาว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศผู้สืบทอดตำแหน่งประธานเฟดแทน เจอโรม พาวเวล ซึ่งจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคมนี้หรือไม่
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเฟดเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่าอัยการกลางสหรัฐฯ ออกหมายเรียกคณะลูกขุนใหญ่ เพื่อสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับพาวเวล โดยเจ้าตัวมองว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นความพยายามบ่อนทำลายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
เฟดยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านตรวจคนเข้าเมืองและการค้า เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจได้ยากขึ้น อีกทั้งความไม่ต่อเนื่องของข้อมูลจากเหตุการณ์รัฐบาลสหรัฐฯ ปิดหน่วยงานเมื่อปีก่อน ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางส่วนหายไป
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราว่างงานเดือนธันวาคมอยู่ที่ 4.4% ใกล้เคียงกับตัวเลขที่ปรับปรุงแล้วของเดือนพฤศจิกายนที่ 4.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วง 12 เดือนถึงเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 2.7%
โดยทั่วไป การปรับลดต้นทุนการกู้ยืมมักเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง และกระตุ้นให้นักลงทุนแสวงหาผลตอบแทนในตลาดอื่น ก่อนการประชุมครั้งนี้ ตลาดคาดว่าเฟดอาจเริ่มลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปีในเดือนมิถุนายน ตามการประเมินของ CME FedWatch
ที่มา : decrypt