แม้บิตคอยน์จะยังคงเป็นพระเอกในสายตานักลงทุนสถาบัน แต่บรรยากาศของตลาดในปีนี้กลับเต็มไปด้วยคำถามถึง “Altcoin Season” ที่อาจค่อย ๆ เริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกว่าเดิม
เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมาเราชวน คุณแสตมป์ กันตณัฐ วุฒิธร – Digital Asset Analyst Supervisor of Bitkub Labs และเจ้าของเพจ To The Milky Way – Serious Trader มาแชร์มุมมองว่า ทำไมเขาถึงเชื่อว่าไซเคิลคริปโทฯ รอบนี้อาจยาวนานขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่คัดกรองมากขึ้น
เหตุใดการลงทุนใน Altcoin จะต้องใช้ “ความแม่น” มากกว่าที่เคย ยิ่งไปกว่านั้นรอบนี้ไม่ใช่เรื่องของ “จิ้มตัวไหนก็กำไร” อีกต่อไป…
ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่มีตัวเลขยืนยันว่า Altseason เริ่มมาแล้ว
คุณแสตมป์ชี้ว่า สัญญาณในตลาดช่วง 30 วันที่ผ่านมาเริ่มชัดเจนว่า Altcoin กำลัง outperform Bitcoin โดย BTC ขึ้นประมาณ 12% แต่ Altcoin กลุ่ม Top 100 กลับขึ้นเฉลี่ย 21% และกลุ่มเหรียญขนาดกลางถึงเล็กอย่างอันดับ 250–500 ขึ้นเฉลี่ยถึง 40% สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มไหลไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักเกิดในช่วงต้นของ Altseason
อีกจุดที่ยืนยันภาพนี้คือ เงินทุนจากฝั่งสถาบันเริ่มไหลเข้า Ethereum ETF มากขึ้น บางวันมียอด inflow แซงหน้า ETF ของ Bitcoin ด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน ETF ของเหรียญอื่นอย่าง Solana, XRP และ Litecoin ก็อยู่ระหว่างรอการพิจารณา หากได้รับอนุมัติจะยิ่งกระจายความสนใจในตลาดออกไปอีก
นอกจากนี้ Bitcoin Dominance ยังเริ่มลดลงซึ่งเป็นอีกตัวชี้สำคัญว่า Altcoin กำลังแย่งเม็ดเงินจาก BTC มากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนจุดโฟกัสของนักลงทุนในตลาดช่วงนี้
โดยสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกว่า “Altcoin เริ่ม outperform Bitcoin” ชัดเจนในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
- BTC ขึ้น ~12%
- Altcoin Top 100 เฉลี่ยขึ้น ~21%
- Altcoin กลุ่ม 250-500 ขึ้น ~40%
- Bitcoin Dominance เริ่มลดลง
- เงินลงทุนจากสถาบัน (ผ่าน Spot ETF) ไหลเข้า Ethereum มากขึ้น
Altseason มาทีหลังเสมอ และมักเดินตาม Pattern เดิม
คุณแสตมป์อธิบายว่า ในอดีต Altseason มักเกิดขึ้น หลังจากที่ Bitcoin ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) เสมอ โดยมีลำดับที่ค่อนข้างชัดเจน Bitcoin จะขึ้นนำก่อน จากนั้นเมื่อราคาสูงเกินจุดที่คนทั่วไป “รู้สึกว่าซื้อไม่ทัน” นักลงทุนจะเริ่มหันไปหาเหรียญอื่นที่ยังไม่ขึ้น
แนวโน้มที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คือเมื่อราคาบิตคอยน์สูงมากจนเริ่มแพงเกินเข้าถึง นักลงทุนจึงเริ่มมองหาทางเลือก (Alternative Investment) ที่ยังมีโอกาสเติบโต เช่น เหรียญ Layer 1 อย่าง Solana หรือ BNB ตามด้วย Dapp และ DeFi ต่อด้วย GameFi และจบที่ Meme coin ซึ่งเป็นเหรียญที่มีความเสี่ยงสูงสุด ซึ่งแต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงต่างกัน และจะถูกเก็งกำไรในช่วงเวลาที่แตกต่างกันตามพฤติกรรมของนักลงทุน
พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติของตลาด และ “ความต้องการแสวงหาโอกาสใหม่” ของนักลงทุนที่ยังต้องการผลตอบแทน แม้ในจังหวะที่ Bitcoin ไปไกลแล้ว
แต่จุดที่ต่างออกไปในปีนี้คือ “จำนวนเหรียญใหม่ในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก” โดยเฉพาะในกลุ่มเหรียญเล็กหรือเหรียญที่เพิ่งเปิดตัว ทำให้การคัดเลือกมีความสำคัญมากกว่าทุกปี เพราะแม้ภาพรวมตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกเหรียญจะได้แรงส่งเท่ากัน
“นักลงทุนต้องระวังมากขึ้น เพราะตอนนี้ของในตลาดมีเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกเหรียญจะมีคุณภาพ” คุณแสตมป์เตือน พร้อมเน้นว่าการคัดกรองจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น ความแข็งแรงของทีม พาร์ทเนอร์ และการใช้งานจริง เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้นในรอบนี้
อีกหนึ่งกรอบใหญ่ที่เขาย้ำว่ายังไม่เคยเปลี่ยน คือ “4-Year Cycle” ของตลาดคริปโทฯ ซึ่งประกอบด้วยเหตุการณ์ Halving จากนั้นจะเกิด Bullrun ในอีกประมาณ 18 เดือน ตามด้วย Bear market ราว 12 เดือน และช่วง Recovery อีก 18 เดือน โดยในแต่ละรอบ การเคลื่อนไหวของเหรียญก็จะเดินซ้ำรูปแบบเดิม เพียงแต่เร็วหรือแรงขึ้นตามพัฒนาการของตลาด
มุมมองต่อ 4 Year Cycle: อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม คุณแสตมป์มองว่าในรอบนี้ “4 Year Cycle อาจแตกต่างจากรอบที่ผ่านมา” เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานของตลาดคริปโทฯ โดยเฉพาะบิตคอยน์ เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในด้าน “ผู้เล่นในตลาด”
เขาอธิบายว่า ในรอบก่อนหน้า กลุ่มที่เข้ามาในตลาดส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อย ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อขายแบบรวดเร็ว เช่น ซื้อในช่วงเช้าและขายในช่วงสาย ทำให้ตลาดบิตคอยน์เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
แต่ในรอบนี้ เม็ดเงินที่ดันราคาบิตคอยน์กลับมาจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดผ่าน Spot Bitcoin ETF ซึ่งสามารถสังเกตได้จากความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเงินลงทุนใน ETF กับราคาบิตคอยน์ที่เคลื่อนไหวใกล้เคียงกัน
“ตอนนี้บิตคอยน์กลายเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่ระดับโลก ติด Top 5-6 ของโลกไปแล้ว ถ้าเทียบกับ SET100 บิตคอยน์ใหญ่กว่าหลายเท่า เม็ดเงินจากรายย่อยจึงไม่เพียงพออีกต่อไปที่จะขับเคลื่อนราคา” เขาระบุ
นอกจากโครงสร้างผู้เล่นที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยสำคัญคือ สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการเกิดบูลรันเท่ากับในอดีต ตัวอย่างเช่น บูลรันปี 2020 นั้นเกิดขึ้นพร้อมกับการอัดฉีดเม็ดเงินครั้งใหญ่จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโควิด ทำให้เงินจำนวนมากไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง เช่น NASDAQ และบิตคอยน์
แต่ในปี 2024 แม้จะมีเหตุการณ์ Bitcoin Halving เกิดขึ้นตามรอบวัฏจักรเดิม แต่กลับไม่มีเม็ดเงินใหม่จากการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมา และยังมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ภาษี และมาตรการควบคุมการเงินที่เข้มงวดขึ้น
ไซเคิลนี้…ยาวขึ้น มั่นคงขึ้น และไม่ใช่ทุกเหรียญจะไปได้เหมือนเดิม
“ถ้าให้ผมเช็กลิสต์ว่าตอนนี้ครบเงื่อนไขที่จะเกิดบูลรันหรือยัง ผมคิดว่ายังไม่ครบ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้าสู่ช่วงอัดฉีดหรือผ่อนคลายเต็มที่เหมือนรอบก่อน”
ดังนั้น รอบนี้อาจไม่ได้เป็นวัฏจักรแบบเดิมที่ขึ้นแรงและจบลงอย่างรวดเร็ว แต่อาจเป็นวัฏจักรที่ “ยาวขึ้น” และ “มั่นคงมากขึ้น”
เขาย้ำว่า การที่ 4 Year Cycle เปลี่ยนไป ไม่ได้หมายความว่าบิตคอยน์จะแตกหรือเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ แต่หมายถึงรูปแบบของการเคลื่อนไหวของราคาอาจจะไม่ซ้ำแบบเดิม และความหวือหวาของตลาดอาจลดลงตามธรรมชาติของสินทรัพย์ที่เติบโตใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
“รอบนี้คนรู้มากขึ้น เข้าใจคริปโทฯ และบล็อกเชนมากขึ้น เราเลยไม่เห็นฟองสบู่หรือการ FOMO แปลก ๆ แบบปี 2020 แล้ว”
ในขณะเดียวกัน Altcoin ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากจากรอบก่อน ทำให้การแข่งขันในตลาดสูงขึ้น และเม็ดเงินจากนักลงทุนรายใหญ่ที่ไหลเข้าตลาด ก็มักจะเลือกเข้าบิตคอยน์ก่อนเสมอ
“คำถามสำคัญคือ Altcoin Season รอบนี้จะหวือหวาเหมือนเดิมหรือเปล่า เพราะตัวเลือกมันเยอะมากขึ้น”
คุณแสตมป์สรุปว่า รอบนี้น่าจะเป็นไซเคิลที่ยาวนานขึ้น บิตคอยน์ยังคงเป็นพระเอกของตลาด และสำหรับนักลงทุนสาย Altcoin การลงทุนในรอบนี้จะไม่สามารถเลือกเหรียญแบบสุ่มเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป ต้องใช้ความรู้ ความเข้าใจ และการวิเคราะห์ที่ลึกขึ้น
มือใหม่เข้าตลาด Altcoin ควรเริ่มยังไง?
สิ่งแรกที่ควรทำคือ “เข้าใจว่าเหรียญที่กำลังจะลงทุนคืออะไร” โดยต้องแยกให้ออกว่าเหรียญนั้นเป็นแพลตฟอร์ม (Platform) เช่น Ethereum, Solana, BNB หรือเป็น แอปพลิเคชัน (DApp) อย่าง Uniswap, Aave เพื่อให้ประเมินมูลค่าและความเสี่ยงได้ถูกต้อง
สิ่งสำคัญคือต้อง “จัดกลุ่มให้ชัด” แล้วเปรียบเทียบเฉพาะในกลุ่มเดียวกัน เช่น ถ้าเทียบ Solana ควรเทียบกับ Ethereum หรือ BNB ไม่ใช่กับ Uniswap ที่อยู่คนละเลเยอร์ เพราะการเติบโตและธรรมชาติของเหรียญต่างกัน
จากนั้นให้เข้าใจ กลยุทธ์ของตัวเอง ว่าอยู่ฝั่งไหน
- ถ้าเป็นสายซื้อถูกขายแพง : ต้องมีความอดทนและสามารถประเมินมูลค่าหรือ Valuation ได้
- ถ้าเป็นสายตามเทรนด์ : ต้องกล้าตัดสินใจในจังหวะที่ราคาขึ้นแล้ว พร้อมรับความเสี่ยงที่จะซื้อแพงและขายแพงกว่า
อีกเรื่องที่ห้ามละเลยคือ การแยกพอร์ตลงทุนระหว่าง “พอร์ตเก็บ” กับ “พอร์ตเทรด” ให้ชัด เพื่อไม่ให้กลยุทธ์ปะปนกัน และควรมีวินัยด้าน Risk Management โดยเฉพาะกฎง่าย ๆ ที่ควรยึดไว้เสมอ “ถ้าพลาด 1 ครั้ง ความเสียหายไม่ควรเกิน 10% ของพอร์ตทั้งหมด
เข้าใจการประเมินมูลค่าเหรียญ ด้วยตรรกะ “ร้านข้าวมันไก่”
คุณแสตมป์อธิบายวิธีประเมินมูลค่า Altcoin โดยเปรียบเทียบกับการซื้อร้านข้าวมันไก่ สมมติว่าคุณมีเงิน 100,000 ดอลลาร์ แล้วมีร้านให้เลือก 2 แห่ง คือ “ครัวหนองเจียก” กับ “Grand Emerald Kitchen” โดยทั้งสองร้านขายราคาเท่ากันเป๊ะ คุณจะเลือกซื้อร้านไหน?
ถ้าดูแค่ราคาอาจตอบไม่ได้ แต่ถ้าดู “สินทรัพย์ภายใน” ก็จะเห็นความแตกต่าง โดยร้านครัวหนองเจียกมีสินทรัพย์เพียง 5,000 ดอลลาร์ ขณะที่ Grand Emerald Kitchen มีถึง 50,000 ดอลลาร์
เทียบง่าย ๆ แบบนี้:
- ครัวหนองเจียก → 100,000 ÷ 5,000 = 20 เท่า
- Grand Emerald Kitchen → 100,000 ÷ 50,000 = 2 เท่า
แปลว่า Grand Emerald Kitchen “ถูกกว่าเมื่อเทียบกับของที่มีจริง” นั่นคือ “คุ้มค่าต่อพื้นฐานมากกว่า” เพราะจ่ายเงินเท่ากัน แต่ได้สินทรัพย์มากกว่า
หลักคิดเดียวกันนี้ใช้กับเหรียญคริปโทฯ ได้เช่นกัน โดยคุณแสตมป์แนะนำให้ดู “Market Cap ÷ TVL (Total Value Locked)” เพื่อประเมินว่าเหรียญไหนมีราคาสูง-ต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าที่จับต้องได้จริงในระบบ
TVL เปรียบได้กับ “ของที่อยู่ในร้าน” เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หรือทำเลที่ตั้งของร้าน ส่วนในโลกของคริปโทฯ ก็เทียบได้กับ “มูลค่าที่มีคนเอาเงินจริงไปวางไว้ในระบบ” เช่น การฝากเหรียญไว้ใน DeFi, การทำ Staking, Liquidity Pool ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้นับรวมเป็น TVL
ตัวอย่างเช่น ใน Ethereum ซึ่งเป็นเหมือน ecosystem หนึ่ง ก็จะมีแอปต่าง ๆ อย่าง Uniswap หรือ DApp อื่น ๆ ที่มีคนเอาเงินไปใช้ประโยชน์จริง สิ่งเหล่านี้คือตัวสะท้อนว่าเหรียญนั้นมีการใช้งานจริงแค่ไหน
ดังนั้น หากคำนวณ Market Cap ÷ TVL แล้วได้ค่าน้อย แปลว่า “จ่ายน้อย ได้ของเยอะ” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก” นั่นเอง แต่ควรใช้ benchmark จากเหรียญในกลุ่มเดียวกันไม่เปรียบข้าม category
รับชมคลิปเต็มได้ที่นี่ : youtube.com
*บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและความรู้ทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำหรือชี้นำในการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยนัย ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม (Do Your Own Research) และพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจลงทุน
**คำเตือน: คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้